Facebook | นที สรวารี: โรงเรียนข้างถนน คนสนามหลวง เคยนับเล่นๆ ดูไหมว่าเดินผ่านสนามหลวงปี หนึ่งกี่ครั้ง นั่งพักให้หายเหนื่อยกี่หน เชื่อแน่ว่าหลายคนใช้พื้นที ่นี้เป็นทางผ่าน แต่อีกหลายร้อยชีวิต ท้องสนามหลวงเรียกได้ว่าเป็ น “บ้าน” แม้จะมีคำถามอยู่บ้างว่าอะไ รที่ทำให้คนเหล่านี้เลือกหั นหลังออกจากครอบครัว ออกสู่ถนน เพราะความล้มเหลวเชิงนโยบาย และโครงสร้างสังคม เพราะสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัด ใช่หรือไม่ หรือเพียงเพราะพวกเขาต้องกา รมีพื้นที่แห่งความสุขเท่าน ั้น คนมีสตางค์สามารถเจอะเจอเพื ่อนใหม่ๆ ได้ตามผับ เธค บาร์ หรือร้านอาหาร แล้วนั่งดริงก์สร้างสัมพันธ ์ แต่คนยากคนจนมักจะมีที่พบปะ เป็นริมถนน คนละกั๊กคนละแบนก็มีความสุข เฮฮากัน ทว่าบางคนถูกพันธนาการด้วยค ำสัญญาที่หวังว่าเพื่อนจะมา หาอีก จากวันเป็นเดือน จนเคลื่อนเป็นปี กระทั่งเสพติดกับพื้นที่จนก ลายเป็นคนสนามหลวงอย่างเต็ม ตัว **เสน่ห์และความจริงที่สนาม หลวง สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดในบริเวณสน ามหลวงเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ทำ งานกับกลุ่มคนไร้บ้านในพื้น ที่สนามหลวงและคลอง หลอดอย่างจริงจัง... นที สรวารี หรือ ครูเอ็กซ์ ในฐานะนายกสมาคมกิจกรรมสร้า งสรรค์อิสรชน เล่าย้อนไปในคืนที่ฟ้าห่มผ้ าลายดวงดาวขาว-ดำเมื่อ 3 ปีก่อนว่า หลังจากเหนื่อยอ่อนจากการลง พื้นที่ทำงานกับเด็กเร่ร่อน ในต่างจังหวัดแล้ว แวะพักเหนื่อยที่สนามหลวงแล ะเผลอหลับขณะที่ข้าวของอย่า งโทรศัพท์มือถือ ตลอดรวมถึงกระเป๋าสตางค์ยัง วางแบะที่หน้าอก คำพูดที่ว่าหากมาสนามหลวงขอ งมีค่าหายไม่มีเหลือแน่เหมื อนจะปลุกให้ตนเอง ตื่นขึ้นมา แต่สิ่งที่ เห็นเมื่อลืมตาพบก็คือมีชาย แก่คนหนึ่งนั่งพัดปัดยุงและ จุดยากันยุงให้ นี่เองทำให้ค้นพบคำตอบและอย ากจะบอกให้คนอื่นๆ ได้เห็นแบบเดียวกันว่า นี่คือเสน่ห์เล็กๆ ของอีกมุมเมือง หากแต่ใส่ใจดูสักเพียงนิด “สถานการณ์ของคนสนามหลวงตอน นี้จะมีตั้งแต่กลุ่มคนที่มี บ้านแต่ไม่ อยากอยู่เพราะไม่มีความสุข อีกกลุ่มหนึ่งคือครอบครัวมี ฐานะ แต่อาจจะเหงา เมื่อเขามาแถวนี้แล้วพบว่าค นที่นี่มีความเอื้อเฟื้อในค วามรู้สึกของเขา อาจจะด้วยการพูดคุย ร้องเพลงเฮฮา ก็ตัดสินใจมาอยู่ นอกจากนี้ยังมีคนที่เข้ามาท ำงานแล้วถูกหลอก ไม่รู้จะไปไหน สนามหลวงก็เป็นที่พักสุดท้า ย” “คน ที่ใช้พื้นที่คลองหลอดสนามห ลวงมี 2- 3 ส่วนคือกลุ่มของผู้ขายบริกา รทั้งผู้หญิงและผู้ชายตลอด 24 ชั่วโมงมี 800-1,000 คน คนเร่ร่อนไร้บ้านมีไม่น้อยก ว่า 50-80 ครอบครัว โดยเฉลี่ยแล้วจะมีคนเร่ร่อน ในละแวกนี้ไม่น้อยกว่า 200-300 คน ยังไม่รวมถึงคนที่มาแบบเดี่ ยวๆ รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 500 คน ตัวเลขค่อนข้างเยอะและไม่นิ ่งตายตัว” ครูเอ็กซ์เล่า **เรียนรู้ชีวิตจากครูข้างถ นน ครูเอ็กซ์บอกว่า ในระยะแรกๆ สมาคมฯ เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มคนในพื ้นที่คลองหลอดสนามหลวงให้ห่ วงใยสุขภาพและคุณภาพ ชีวิตมากขึ้น จากนั้นเริ่มส่งครอบครัวเร่ ร่อนให้ได้กลับบ้าน ทั้งระดมทุนให้เดินทางกลับเ อง ติดต่อญาติให้มารับ หรือประสานงานกับนายจ้างเพื ่อหาวิชาชีพให้ ขณะเดียวกันสมาคมฯ พยายามที่จะผลักดันและเปิดโ อกาสกับทุกคนในสังคมที่อยาก ใช้เวลาว่างเรียนรู้ รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่า งไปจากปกติวิสัย โดยการสมัครเป็นอาสาสมัคร ใช้เวลาหนึ่งวันตั้งแต่เช้า จดค่ำลงพื้นที่บริเวณคลองหล อดสนามหลวง ศึกษาการใช้ชีวิตร่วมกับกลุ ่มคนไร้บ้าน คนอิสรชนเรียกกิจกรรมนี้ว่า “โรงเรียนข้างถนน” “ไม่ต้องมานอนค้าง แค่มาเรียนรู้มากินข้าวแกงจ านละ 10 บาทข้างถนนกับคนสนามหลวง มาเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วยคว ามสงบ ปราศจากอคติ บางคนอาจจะตั้งคำถามก็ได้ว่ าทำไมคนกลุ่มนี้จึงต้องดื่ม พวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน บรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่าง ไร แล้วจะพบว่าคนเล็กๆ กลุ่มนี้ แม้ภายนอกจะดูคล้ายกับคนกร้ าวร้าว น่ากลัว แต่จริงๆ แล้วมีความเกื้อกูลกันแฝงอย ู่ ซึ่งนี่เองคือสิ่งที่อิสรชน เพียรบอกกับอาสาสมัคร ซึ่งมีทั้งนักศึกษา นักเรียน และคนทำงาน” ครูเอ็กซ์ของชาวสนามหลวงให้ ภาพ **เปิดใจนักเรียนข้างถนน และวันที่บรรดาครูผู้ยึดคลอ งหลอดเป็นบ้านจะเปิดประตูต้ อนรับนักเรียนที่จะมาศึกษาบ ทเรียนชีวิตจากพวกเขาก็มาถึ งอีกครั้ง... “ตอนแรกก็กลัวเลยแหละ แต่พอได้เข้ามาคุยก็รู้สึกด ีขึ้น เห็นว่าชีวิตเขาเจออะไรที่โ หดร้ายมาเยอะ แต่ว่าก็ยังไม่สนิทใจเพียงพ อที่จะกล้ามาเดินแถวสนามหลว งคนเดียว...” นี่คือคำกล่าวของ ติ๊ก-สุดาวรรณ ผาสุข นักศึกษาปริญญาโท สาขานิเทศศาสตร์พัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันนี้ติ๊กมาลงพื้นที่เพื่อ เก็บข้อมูลคนเร่ร่อน เธอบอกว่าเพิ่งจะมาคลองหลอด สนามหลวงอย่างจริงจังเป็นคร ั้งที่ 2 เท่านั้น ความหวาดหวั่นผ่านคำบอกเล่า จึงมีอยู่ให้เห็น ทว่าแววตาที่มองไปยังคนเร่ร ่อนไร้บ้านก็ยังมีความอาทรแ ฝงอยู่นัยน์ตาคู่ นั้นเช่นกัน “ครั้งนี้มาศึกษาข้อมูลการก ลับบ้านของคนเร่ร่อน แล้วก็ได้ข้อคิดดีๆ กลับบ้านไปด้วย เมื่อฟังคนเร่ร่อนได้เล่าเร ื่องตัวเอง รู้สึกว่าพวกเขามีความภูมิใ จในตัวเองที่อย่างน้อยยังมี คนรับฟังเรื่องราว ทั้งดีหรือไม่ดีของพวกเขา เพราะอย่างน้อยก็ก่อให้เกิด ความรู้สึกว่า ตัวเองพอจะมีประโยชน์ต่อคนอ ื่นอยู่บ้าง” นักศึกษาปริญญาโทพูดเมื่อเร าเดินผ่านกลุ่มคนไร้บ้านออก มา อัจฉรา อุดมศิลป์ หรือ น้องจ๊ะจ๋า นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในอาสาสมัครที่คุ้นเคย กับคนสนามหลวงเป็นอย่างดี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นที ่ได้มาลงพื้นที่ว่า ได้เข้ามาฝึกงานตั้งแต่เรีย นปี 2 ในครั้งแรกที่ได้เจอกับกลุ่ มคนไร้บ้านจะรู้สึกกลัว เกรงว่าจะมีอันตราย ครอบครัวก็ไม่เห็นด้วยกับกา รลงมาทำงานกับคนกลุ่มนี้ แต่เมื่อได้มาสัมผัสในทุกด้ านแล้ว ความเกรงกลัวถูกทลายด้วยรอย ยิ้มของคนคลองหลอด-สนามหลวง “พี่ ที่สมาคมอิสรชนรับรองความปล อดภัยให้ แต่ภาพในความคิดของเรามันยั งอันตรายอยู่ แม่ก็เป็นห่วง วันแรกที่มาเกรงๆ กลัวๆ ไม่รู้จะพูดหรือทำอะไรไป ถ้าผิดแล้วจะถูกทำอะไรรึเปล ่า แต่พอได้ลงพื้นที่บ่อยๆ ก็พบว่าคนไร้บ้านก็มีความน่ ารัก มีเสน่ห์ บางทีเราก็ได้ข้อคิดจากพวกเ ขา เพราะเขาผ่านอะไรมามาก ทำให้เราหันกลับไปมองตัวเอง มากขึ้น มองคนที่เรารักที่บ้านมากขึ ้นว่าเคยทำผิดอะไรหรือเปล่า เพราะบางเรื่องที่คิดว่าเป็ นเรื่องเล็ก แต่ทำให้บางคนสะเทือนใจจนเป ็นแรงผลักให้ออกมาเป็นคนเร่ ร่อนก็ได้” จ๊ะจ๋า เล่าว่า เมื่อเธอหายไปและกลับมาเยี่ ยมคนเหล่านี้อีกครั้ง จะมีคำไถ่ถามเช่นญาติผู้ใหญ ่ที่ทักทายลูกหลาน บ้างก็ว่าผอมลง อ้วนขึ้น แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องทุกอย ่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ ฟัง “การได้มาเยี่ยม มาคุย ทำให้เห็นว่าคนไร้บ้านอยู่อ ย่างไร กินอย่างไร ใครไม่สบาย หรือต้องการความช่วยเหลือ เวลาที่ได้กินอาหารดีๆ ก็จะนึกถึงเขา เห็นอะไรก็จะเอาไปเล่าให้แม ่ฟัง ปรับทัศนคติที่บ้านได้ด้วย จากที่เขารู้สึกไม่ดีก็ไม่ไ ด้ดูถูกหรือเกลียดชังแล้ว” จ๊ะจ๋าทิ้งท้ายด้วยความรู้ส ึกว่า อย่ามองคนแต่เพียงภายนอก จริงอยู่ว่าคนกลุ่มนี้มีส่ว นหนึ่งที่เกเร แต่ในสายตาคนนอกต้องเข้าใจว ่าชีวิตของพวกเขาอาจจะผ่านส ิ่งที่เลวร้ายอย่าง ไม่น่าเชื่อมา จึงต้องมีเกราะป้องกันตัวเอ งให้ดูเข้มแข็งจนบางครั้งดู กร้าวร้าว หากได้มาลองฟังเรื่องของพวก เขาเพียงสักครั้งจะทำให้ยอม รับในการต่อสู้ชีวิต และหวนคิดว่าหากเป็นเราจะสู ้ได้เท่าที่เขาสู้หรือไม่ และกลุ่มสุดท้ายที่ร่วมลงพื ้นที่สนามหลวงคลองหลอดครั้ง นี้ เป็นนักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนสตรีวัดระฆัง น้องลูกน้ำ-พรทิวา แก้วนาเคียน ตัวแทนเพื่อนๆ อีก 10 คนเล่าว่า เริ่มเก็บข้อมูลและขอลงพื้น ที่กับกลุ่มอิสรชนตั้งแต่ช่ วงปีใหม่ แต่ยังไม่กล้าลงมาพูดคุยอย่ างกล้าหาญเช่นครั้งนี้ “ครั้งแรกเราก็ไม่ได้คุยกับ ใครเพราะเราก็เหมือนคนแปลกห น้าสำหรับเขา เขาไม่ไว้วางใจ เราก็กลัว แต่ว่าพอมาคุยกับป้าๆ ที่นี่ รู้สึกว่ารักแม่มากกว่าเดิม ถ้ามีครอบครัวถ้าไม่เอาใจใส ่ก็จะเจอสภาพปัญหาอย่างนี้เ กิดขึ้น และถ้าเอาใจใส่มากไปเขาก็อา จจะอึดอัดจนหนีออกมาก็ได้ ทุกอย่างต้องอยู่บนความพอดี เห็นได้ชัดว่าทัศนคติของพวก เราเปลี่ยนไป เข้าใจมากขึ้นว่าคนเร่ร่อนบ างคนมีความจำเป็นที่จะต้องม าอยู่ที่นี่ พวกเขาคงไม่มีความสุขเท่าไห ร่นัก แต่ที่นี่คงปลอดภัยสำหรับเข าจริงๆ” น้องลูกน้ำพูดยิ้มๆ **คำให้การคนไร้บ้านบางส่วน เสี้ยว ณ วันนี้ตั้งแต่ปี 2549 ที่ผ่านมา กลุ่มสร้างสรรค์กิจกรรมอิสร ชนได้ประสานงานให้คนเร่ร่อน ได้กลับบ้านไปแล้ว 9 ครอบครัว ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรายงาน ว่าจะหวนกลับมาที่คลองหลอดส นามหลวงอีก แต่มีบางครอบครัวที่หวนกลับ มาใช้ชีวิตในพื้นที่นี้อีก เนื่องจากพวกเขาสูญเสียแก้ว ตาดวงใจไป โจ้ และ อุ้ม หนุ่มสาวชาวสกลนครหน้าซื่อ ร่างกายของโจ้ผอมกะหร่อง สองขาที่ดูไร้เรี่ยวแรงยืนข ายภาพวาดให้กับผู้มาถวายสัก การะสมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เขากลับมาเป็นคนสนามหลวงอีก ครั้งหลังจากที่ลูกสาววัย 4 เดือนเสียชีวิตด้วยไข้มาลาเ รีย หลังจากตัดสินใจลาขาดสนามหล วงเพื่อไปทำงานที่กระบี่ แต่จนแล้วจนรอดเขาและภรรยาก ็หนีวงเวียนนี้ไม่พ้น วันนี้โจ้บอกว่าเขาอยากจะเก ็บเงินให้ได้เพียงพอที่จะจั บรถไปกระบี่แล้วไปขอ ใบมรณะบัตรลูกสาว แล้วค่อยไปบำเพ็ญกุศลที่บ้า นเกิด ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าวันนั้นจ ะมาถึงเมื่อใด ป้าพร อดีตสาวเชียงใหม่ที่วันนี้ต ั้งหลักปักฐานบนพื้นที่คลอง หลอดไปแล้วเต็มตัว ใบหน้าที่มีเค้าโครงความงาม เมื่อครั้งสาวรุ่น เล่าด้วยน้ำตานองหน้าถึงอดี ตที่ผ่านมา การระเห็จออกจากบ้านไปอยู่อ ุดรธานีตั้งแต่แรกสาว 18 เพราะความรู้สึกว่าตนเองไม่ ได้รับความเป็นธรรมในครอบคร ัว ป้าพรตัดสินใจขายบริการ จนกระทั่งได้พบพ่อของลูกสาว 2 คนในปัจจุบัน หลังจากสามีเสียชีวิต และอีกหลายเหตุผลที่ทำให้ป้ าพรกลายเป็นคนเร่ร่อน และป้าพรก็เป็นคนหนึ่งที่กล ับบ้านแล้วกลับมาอีก “ป้า เลิกขายบริการเพราะสามีที่ด ี เราสองคนย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และเลี้ยงลูกสาว 2 คนจนโต วันนี้ลูกสาวคนโตทำงานในบริ ษัทเอกชน คนเล็กเรียนปีสุดท้ายที่มหา วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เวลาที่นักเรียนมาเยี่ยม เอาขนมหรือหายามาให้ทำให้เร าคิดถึงลูกนะ แต่ว่าถ้าเราไปอยู่ที่บ้านม ันก็ไม่มีความสุข เพราะเขารักเรามากเกินไป ต้องกินเหมือนลูก ไปไหนกับลูก เวลาเขาไปทำงานเขาก็จะล็อกป ระตูจากด้านนอก ป้าไปไหนไม่ได้ มันเหงา สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาอีก วันนี้ยังอยากให้ลูกมาเยี่ย มบ้าง แต่ถามว่าจะให้กลับไปอยู่ด้ วยอีกไหม ยังไม่รู้ เพราะอยู่นี่ป้าก็มีความสุข ดี” มือหนึ่งปาดน้ำตา อีกมือหนึ่งป่ายเปะปะหาที่ย ึดเหนี่ยวพอให้ร่างซูบผอมนั ้นมั่นคง ครอบครัวล่าสุดที่กำลังจะเด ินทางกลับบ้านคือ พี่นางและน้องดา-ลูกสาว เด็กหญิงวัย 2 ขวบกว่า กว่าขวบปีที่ครูเอ็กซ์กล่อม ให้พี่นางกลับบ้าน โดยใช้อนาคตลูกเป็นแรงขับให ้การตัดสินใจกลับบ้านง่ายขึ ้น “เราจากบ้านมา 10 กว่าปีแล้ว กลัวว่าพ่อแม่ ญาติพี่น้องจะไม่รับลูกสาวเ รา ลำพังตัวเองจะโดนอย่างไรไม่ กลัว แต่ลูกเรายังเด็ก อยู่ที่สนามหลวงก็ไม่ดีกับเ ขา แต่ถ้ากลับบ้านเราก็ไม่แน่ใ จ” คำสารภาพด้วยสำนึกผิดออกจาก ปากสาวอุดรธานีไม่ขาดสาย ก่อนหน้านี้พี่นางก็ทำงานรั บจ้างเรื่อยมา จนมีเหตุให้ต้องมาอาศัยที่ค ลองหลอดเมื่อ 4 ปีมาแล้ว ถ้าหากไม่มีอนาคตของลูกสาวม าโหมให้ความคิดถึงบ้านให้กร ุ่นขึ้นมา พี่นางก็ยังจะเป็นคนพื้นที่ นี้เรื่อยไป “คนที่นี่รักลูกเรามาก เอ็นดู ลุงๆ ป้าๆ ก็เตือนว่าถ้าปล่อยให้น้องด าโตที่นี่ ไม่ช้าเขาก็จะกลายเป็นคนสนา มหลวงเหมือนเรา ปัญหามันก็จะไม่สิ้นสุดเสีย ที วันนี้น่าจะเป็นหนทางที่ดีท ี่สุดสำหรับน้องดา” สิ้นคำพูดนั้นรถก็วิ่งออกไป ปลายทางอยู่แห่งไหนคงเป็นเร ื่องของคนภายในรถที่จะบอกได ้ หากแต่คนนอกเห็นว่าสองแม่ลู กได้หันหลังให้สนามหลวงแล้ว **คืนสถานะทางสังคม ช่วยยาใจคนไร้บ้าน นที บอกว่าตั้งแต่เริ่มมีอาสาสม ัครมาลงพื้นที่ เห็นได้ชัดว่ามีการเกื้อกูล ในสังคมเล็กๆ การที่อาสาสมัครมานั่งคุยกั บคนเร่ร่อนในเสื่อผืนเดียวก ัน เพียงเท่านี้ก็สามารถเรียกค วามเป็นมนุษย์ของคนไร้บ้านก ลับมาได้ พวกเขาจะไม่รู้สึกต่ำต้อยกว ่าคนอื่น เป็นวิธีการที่ใช้คนอีกกลุ่ มหนึ่งที่มีบ้านมาสร้างแรงบ ันดาลใจให้คนกลุ่ม นี้อยากกลับบ้าน เมื่อมีคนมาถามบ่อยๆ ว่า “บ้านอยู่ไหน?” หรือพูดว่า “กลับบ้านแล้วนะ” ตามหลักธรรมชาติเชื่อว่าจะส ร้างความคิดถึงบ้านให้พวกเข าได้ “การเรียกสถานภาพทางสังคมให ้เขาด้วยการไหว้ มีนักศึกษา นักเรียนมาให้ความเคารพทำให ้คนที่เคยแต่โดนก่นด่า ถ่มน้ำลายรดหน้า ถูกตราหน้าว่าเป็นคนจน ขอทาน ไร้ค่า จากที่เป็นไอ้ หรือ อี แต่ ณ วันหนึ่งมีคนมานั่งคุยคำว่า พี่ ป้า น้า อา กลับมาอีกครั้ง เขากลายเป็นคนมีตัวตนอีกครั ้งตามเสียงเรียกของเด็กๆ นี่เป็นการกู้ศักดิ์ศรีของค นไร้บ้านได้ง่ายๆ จากการพูดคุย หรือแบ่งปันด้วยความอ่อนน้อ ม การยกมือไหว้ในฐานะที่เขามี วัยวุฒิที่สูงกว่าเพียงเท่า นี้เขาก็มีความสุข และเราก็จะรู้สึกมีความสุขด ้วย” นอกจากนี้ นายกสมาคมกิจกรรมสร้างสรรค์ อิสรชนยังเสนอแนวคิดการบริห ารจัดการพื้นที่ สำหรับคนเร่ร่อนไร้บ้านว่า สำหรับคนที่ไม่มีบ้านรัฐจะต ้องเพิ่มทางเลือกให้คนเหล่า นี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ มีอาชีพหรือเข้าไปในความดูแ ลของรัฐ โดยหาเงื่อนไขที่จะทำให้เขา ละเมิดกฎหมายน้อยที่สุด เพราะตนเชื่อว่าอย่างไรคนไร ้บ้านยังสามารถสื่อสารกับรั ฐได้ “คน ที่มาใช้พื้นที่สนามหลวงเป็ นที่หลบร้อน หลบฝน ใช้พื้นที่คลองหลอดหลบเลียแ ผลใจ ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด หลายคนถูกเอาเปรียบจากสังคม ถูกโกง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ยึดบัตรประชาชน ถูกล้วงกระเป๋า จนทำให้เป็นคนไม่มีเอกสารพิ สูจน์ตัว เพราะฉะนั้นหากจะมีรถเคลื่อ นที่สักคันเพื่อที่จะสำรวจก ารมีตัวตนอยู่ของคน เร่ร่อนและทำบัตรประชาชนให้ ใหม่ เพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิ์รั บบริการจากรัฐได้เฉกเช่นคนท